สาเหตุของเบาหวานในแมว

สาเหตุของเบาหวานในแมว

โดย สัตวแพทย์ Jennifer Coates

เบาหวานในแมวนั้นเป็นปัญหาที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการรายงานของโรงพยาบาลสัตว์ Banfield ในความเป็นจริงความชุกของโรคเบาหวานในแมวนั้นเพิ่มขึ้น 18.1 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ ค.ศ. 2006 เพื่อที่จะทำให้สิ่งเลห่านี้ลดลงเจ้าของควรจะต้องรู้ถึงสาเหตุของโรคเบาหวานและสามารถป้องกันและรักษาได้อย่างไรบ้าง

อาการของเบาหวานในแมว

แมวจะมีอาการกินน้ำและฉี่มากขึ้น อ่อนแรง น้ำหนักลด โดยกินเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม นี่คืออาการขั้นแรกของโรคเบาหวานที่เจ้าของสามารถพบเจอได้ แมวของคุณอาจพบการติดเชื้อที่ไม่สามารถตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะได้  เมื่อโรคเริ่มพัฒนามากขึ้น แมวจะเริ่มอ่อนแอ เดินขาหลังงอ และเริ่มเป็นต้อกระจก นอกจากนี้ภาวะคีโตซิสอาจะพบเจอได้หาไม่ได้ทำการรักษา ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้ถึงตายได้โดยทำให้ธาตุต่างๆในร่างกายถูกรบกวน ขาดน้ำอย่างรุนแรง อ้วก ท้องเสีย และหายใจลำบาก

อาหาร การออกกำลังกาย และความอ้วน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นแบบที่พบได้ทั่วไปซึ่งเป็นข้อดีเพราะเป็นชนิดที่สามารถป้องกันได้ ชนิดนี้เกิดจากการผสมผสานกันของปัจจัยจากรูปแบบการใช้ชีวิตต่างๆ เช่น ไม่ค่อยออกกำลังกาย กินอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงหรือโปรตีนต่ำ และความอ้วน ในโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แมวยังสามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินในปริมาณที่เหมาะสมออกมาได้ แต่ร่างกายสูญเสียความสามารถในการตอบสนองต่อฮอร์โมนเหล่านั้น ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการให้ฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มเติม กินอาหารฌปรตีนสูงหรือคาร์โบไฮเดรตต่ำ เริ่มลดน้ำหนัก ซึ่งแมวมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้บรรเทาโรคได้ไปหลายปี แต่ถ้ารักษาช้าอาจจะต้องใช้ฮอร์โมนอินซูลินไปอีกนาน

ภูมิคุ้มกันตัวเองทำลายเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน   

ในบางตัว ระบบภูมิคุ้มกันของตัวแมวเองได้ไปโจมตีและทำร้ายเซลล์ตับอ่อนที่เป็นตัวสร้างฮอร์โมนอินซูลิน นี่คือโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งพบได้ในสุนัขมากกว่าในแมว การรักษาสำหรับชนิดนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับการรักษาโดยฮอร์โมนอินซูลินระยะยาวและการปรับเปลี่ยนอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำหรือโปรตีนสูง เพื่อที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลในเลือดนั้นน้อยลงและลดปริมาณฮอร์โมนอินซูลินที่ต้องการ

 

โรคตับอ่อนอักเสบ

บางกรณีที่มีการอักเสบของตับอ่อนอย่างรุนแรงก็สามารถทำลายเนื้อเยื่อของตับอ่อนได้มากซึ่งส่งผลให้ตับอ่อนไม่สามรถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอในการคงสภาพระดับน้ำตาลในเลือด  แต่โชคร้ายอาการของโรคตับอ่อนในแมว (ไม่กินอาหารและอาจตายได้) ค่อนข้างครุมเครือและไม่ชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยเป็นเรื่องยากและต้องทำการทดสอบเพิ่มเติม แมวที่หายจากโรคตับอ่อนอักเสบแต่ยังมีอาการของโรคเบาหวานอยู่ต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนอินซูลินระยะยาว

ยากลุ่ม Glucocorticoid

ยากลุ่มนี (Predisolone, prednisone, dexamethasone และmethlprednisolone) ถูกใช้ในการรักษาโรคในแมวหลายอย่าง เช่น ภูมิแพ้ โรคที่มีอาการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร และหอบหืด การใช้ยาในกลุ่มนี้ในระยะสั้นนั้นปลอดภัยแต่แมวที่ได้รับยาตัวนี้เป็นเวลานานโดยเฉพาะในปริมาณมากมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ เพื่อลดความเสี่ยงนี้ยากลุ่มนี้ต้องถูกใช้ในขนาดที่น้อยที่สุดเพื่อการรักษาโรค แมวที่เป็นเบาหวานหลังจากได้รับยากลุ่มนี้จะต้องค่อยๆหยุดยากลุ่มนี้ รักษาด้วยฮอร์โมนอินซูลิน และกินอาหารคาร์โบ”ฮเดรตต่ำหรือโปรตีนสูง ตราบใดก็ตามที่ไม่มีผลกระทบต่อเซลล์ที่ปล่อยฮอร์โมนฮินซูลินอย่างถาวร การรักษาด้วยฮอร์โมนอินซูลินจะทำเพรยงชั่วคราว

โรคคุชชิ่ง

เมื่อแมวเป็นโรคคุชชิ่งซึ่งจะทำให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอลเกินพอดี โดยฮอร์โมนนี้จะส่งผลอย่างกว้างทั่วทั้งร่างกาย รวมถึงทำให้ตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินน้อยลง ดังนั้นการมีฮอร์ดมนคอร์ติซอลมากไปทำให้เกิดเบาหวานได้ โรคคุชชิ่งในแมวนั้นค่อนข้างพบได้ยาก แมวเหล่านี้ถูกวินิจฉัยในตอนแรกว่าเป็นเบาหวานแต่มาวินิจฉัยภายหลังว่าเป็นโรคคุชชิ่งเพราะระดีบน้ำตาลในเลือดนั้นไม่ลดลงอย่างที่หวังไว้เมื่อมีการรักษาด้วยฮอร์โมนอินซูลิน  ถ้าการรักษาโรคคุชชิ่งสามรถทำได้(การผ่าตัดเอาเนื้องอกต่อมหมวกไตออก) เบาหวานก็สามารถรักษาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามแมวส่วนใหญเป็นโรคคุชชิ่งจากการเป็นเนื้องอกภายในต่อมใต้สมองซึ่งยากที่จะเอาออกได้และยังคงต้องรักษาด้วยฮอร์โมนอินซูลินต่อไป

โรคอะโครเมกาลี

แมวสารถพัฒนาเป็นโรคอะโครเมกาลีได้จากการเป็นเนื้องอกในต่อมใต้สมองซึ่งทำให้ผลิตโกรทฮอร์โมนมากเกินพอดี การมีโกรทฮอร์โมนมากทำให้แมวตัวใหญ่กว่าปกติ หัวใหญ่ ฝ่าเท้าใหญ่ และอวัยวะภายในใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมาได้จากผลการต่อต้านฮอร์โมนอินซูลินของโกรทฮอร์โมน การรักษาโรคอะโครเมกาลีนั้นทำได้ยากในแมว สามารถให้ฮอร์โมนอินซูลินในขนาดสูงในการรักษาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่แมวส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้และเกิดเบาหวานตามมามักถูกการุณฆาต